ร่วมเรียกร้องให้ภาครัฐออกกฎหมายติดฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทุกประเภทโดยเปิดเผยถึงข้อมูลการเลี้ยงสัตว์ ที่มาอาหารสัตว์ว่าเชื่อมโยงกับการทำลายป่าและก่อหมอกควันพิษหรือไม่ รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะ และการตกค้างในเนื้อสัตว์ เพื่อแก้ไขปัญหาโรคที่เกิดจากเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) และผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในขณะที่บริษัทอุตสาหกรรมอาหารต้องระบุแผนดำเนินการเพื่อลดและยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน เพื่อคืนสิทธิในการรับรู้ข้อมูลและการเลือกบริโภคของประชาชน

ร่วมเป็นพลังเปลี่ยนแปลงระบบอาหารที่ยั่งยืนและเป็นธรรม
เพื่อสุขภาวะของคนไทยทุกคน



ทำไมฉลากจึงสำคัญ


ระบบอาหารในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตไม่มีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมทางสังคมเป็นภัยต่อสุขภาพของเรา และเร่งเร้าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ถึงเวลาของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างระบบอาหารของเราใหม่

อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์คือสาเหตุที่สำคัญของแนวโน้มดังกล่าวนี้ ผู้บริโภคต้องถูกตัดขาดจากที่การรับรู้มาของอาหาร ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต้องเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเกษตรและปศุสัตว์เกี่ยวข้องกับการทำลายผืนป่า การปนเปื้อนของสารพิษ มลพิษทางอากาศมลพิษทางน้ำ และการใช้ที่ดินมหาศาลเพื่อเพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ ที่สำคัญคือการใช้ยาปฏิชีวนะส่งผลให้เกิดปัญหาโรคติดเชื้อดื้อยาและการตกค้างในเนื้อสัตว์ องค์การอนามัยโลกยกให้วิกฤตเชื้อดื้อยาเป็นความเร่งด่วนทางสุขภาพ

ในปัจจุบัน ฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ระบุเพียงแบรนด์ของอาหาร วันหมดอายุ ชิ้นส่วนของสัตว์ หรือในบางกรณี ระบุรูปแบบของการเลี้ยง แต่ยังไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายว่าสิ่งที่ผู้บริโภคควรตระหนักรู้นอกจากนั้นมีอะไรบ้าง

ข้อมูลที่ควรระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์

  • ประเภทเนื้อสัตว์
  • รูปแบบการเลี้ยง
  • ระบุที่มาของอาหารสัตว์ว่ามีส่วนในการทำลายป่า และสร้างมลพิษทางอากาศหรือไม่
  • ปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยง

ร่วมลงชื่อ
ผลกระทบของอุตสาหกรรมปศุสัตว์

โรคติดเชื้อดื้อยา


ยาปฏิชีวนะ คือ ยาที่ช่วยชีวิตคนมาแล้วนับไม่ถ้วนจากโรคร้ายที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ปัจจุบันนี้ ยาปฏิชีวนะมีประสิทธิภาพลดลงอย่างรวดเร็ว และเริ่มจะใช้ไม่ได้ผลในการรักษาการติดเชื้อนั้น ๆ มีผลข้างเคียงของโรคมากขึ้น และมีโอกาสเสียชีวิตจากการติดเชื้อมากขึ้น เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่ถูกต้อง หรือได้รับยาปฏิชีวนะเกินขนาดและเกินความจำเป็น เราเรียกปัญหานี้ว่า เชื้อดื้อยา กล่าวคือ เชื้อดื้อยาเป็นเชื้อโรคที่สามารถยับยั้งการทำงานของยาปฏิชีวนะได้ ทำให้การรักษาผู้ป่วยไม่ได้ผลดีดังเดิม

วิกฤตเชื้อดื้อยา (Antimicrobial Resistance-AMR) นั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) ถือว่าเป็นภัยคุกคามผู้คนที่สำคัญในปัจจุบัน โดยที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุไว้ว่า จากแนวโน้มความต้องการเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมเนื้อสูตว์ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน (ที่มา: FAO) และโดยมากแล้ว หากปราศจากกฎข้อบังคับและการตรวจสอบอย่างรัดกุมจากภาครัฐ ก็อาจนำไปสู่การใช้งานอย่างผิด ๆ เช่น เพื่อคาดหวังให้สัตว์เติบโตได้ดี และป้องกันโรคในสัตว์ที่สุขภาพดี การใช้เหล่านี้เป็นการใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาด และส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา รวมถึงยาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อสัตว์ และสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ที่เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยากว่า 700,000 คนต่อปี โดยที่ประเทศไทยคาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ 19,122 ราย ซึ่งอัตรานี้ถือว่าสูงกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา (23,000 รายต่อปี จากประชากรทั้งหมด 316 ล้านคน) และยุโรป (33,110 รายต่อปี จากประชากรทั้งหมด 500 ล้านคน) หากปราศจากการดำเนินการใด ๆ จากภาครัฐ ตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 ล้านคนทั่วโลกต่อปี ในปี 2563 ซึ่งการมีมาตรการที่รัดกุมในการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์คือจุดเริ่มต้นที่ภาครัฐสามารถลงมือทำได้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา และการตกค้างของยาปฏิชีวนะ

การปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรม กล่าวคือ ลดจำนวนสัตว์ รักษาความสะอาดในระบบ มีการดูแลสัตว์อย่างเหมาะสม และใช้วิถีอินทรีย์ คือทางออกที่สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ได้

ร่วมลงชื่อ
ข้อเสนอของกรีนพีซ

วิกฤตสภาพภูมิอากาศ


อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึงหนึ่งในสี่ส่วนของของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก เทียบเท่ากับรถยนต์ รถไฟ เรือ และเครื่องบินทั่วโลกรวมกัน เป็นสาเหตุสำคัญของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หากเราไม่ลงมือทำอะไรเลย ในปี พ.ศ. 2593 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบอาหารจะเพิ่มเป็นครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกที่มาจากกิจกรรมของมนุษย์

ข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย พบว่าในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ.2000) ภาคการเกษตรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 51.88 ล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และคิดเป็นร้อยละ 22.60 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศ และเป็นอันดับสองรองจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน โดยก๊าซเรือนกระจกตัวหลักคือก๊าซมีเทนซึ่งมาจากการหมักในระบบย่อยอาหารของสัตว์ การจัดการมูลสัตว์ นาข้าว ดินที่ใช้ในการเกษตรและการเผาเศษวัสดุการเกษตรในที่โล่ง ภาคเกษตรกรรมจึงมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยที่ต้องดำเนินไปพร้อมๆ กับการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อปรับตัวและรับมือกับผลกระทบที่เป็นหายนะจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ร่วมลงชื่อ
ข้อเสนอของกรีนพีซ

ป่าและผืนน้ำไร้ชีวิต


ความต้องการในการบริโภคเนื้อสัตว์ในราคาที่ถูกและปริมาณมากนั้น คือเบื้องหลังของปัญหาสิ่งแวดล้อมนานับประการ พื้นที่ป่ามหาศาลในทั่วโลกถูกทำลายจนเหี้ยนเตียนเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวสำหรับอุตสาหกรรม อย่าง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งเราอาจจะคุ้นตากันบ้างกับภาพภูเขาสีเขียวชอุ่มที่กลายเป็นเขาหัวโล้นจากการถูกแทนที่ด้วยพืชเชิงเดี่ยว ทิ้งความแห้งแล้งไว้ และก่อมลพิษทางอากาศ ดังเช่นที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของหมอกควันพิษที่ปกคลุมภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยช่วงต้นปีเป็นประจำทุกปี

พืชเหล่านี้มักกลายเป็นอาหารสัตว์ราคาถูกในปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรมมากถึงร้อยละ 65 ในขณะที่ผู้คนทั่วโลกมหาศาลกำลังอดอยาก นอกจากนี้ยังมีการใช้สารเคมีต่าง ๆ สำหรับการเพาะปลูก อาทิเช่น ปุ๋ย และสารกำจัดศัตรูพืชนั้น ยังส่งผลให้เกิดเขตมรณะ (Dead Zone) หรือแหล่งน้ำที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ผืนน้ำไร้ชีวิตนี้เกิดขึ้นจากสารประกอบอย่างไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่เป็นธาตุอาหารในการบำรุงพืชได้กระตุ้นกระบวนการยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication)โดยดึงเอาออกซิเจนออกจากน้ำจนเหลือศูนย์ สาเหตุของเขตมรณะนั้น ยังรวมถึงจากของเสียมูลสัตว์จากการทำปศุสัตว์ และการเร่งใช้ธาตุอาหารอย่างไม่จำกัด

ร่วมลงชื่อ
ข้อเสนอของกรีนพีซ