ลงชื่อวันนี้เพื่อผลักดันคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้กำหนดมาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศทั่วไป (Ambient Air Standard) ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยรายปี 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายในปี พ.ศ.2562

ร่วมลงชื่อผลักดันคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้กำหนดมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไป (Ambient Air Standard) ที่เข้มงวดขึ้นภายในปี พ.ศ. 2562

สิยาพัฐ บุญ​ช่วย​ (เชอรี่) กับ พสิษฐ์​ บุญ​ช่วย​ (คีน)

ในฐานะของคนเป็นแม่ที่มีลูก เราก็ห่วงอนาคตของลูก หากแค่อากาศยังไม่สะอาด เป็นต้นเหตุของโรคมากมาย เด็กๆ ที่เป็นอนาคตของชาติโตมาไม่แข็งแรง อนาคตของชาติก็น่าเป็นห่วงมากค่ะ รัฐบาลมีควรมาตรการ​เร่งด่วนในการบังคับให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันทำให้ค่ามาตรฐานอากาศเข้มงวดขึ้นเพื่อคนไทย โดยเฉพาะเด็กไทยค่ะ

สิยาพัฐ บุญ​ช่วย​ (เชอรี่) กับ พสิษฐ์​ บุญ​ช่วย​ (คีน)

“ในช่วงที่เกิดมลพิษทางอากาศ PM 2.5 ที่เชียงใหม่ลูกผมเลือดไหลออกจากจมูกไม่หยุด ในฐานะที่ผมเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ถ้าทางภาครัฐไม่มีการปรับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศให้เข้มงวดขึ้น และไม่ร่วมมือกันแก้ปัญหาระยะยาว คุณภาพชีวิตของผม ลูกผม และคนเชียงใหม่เองต้องแย่ลงแน่ ๆ”

องอาจ เดชา และ น้องม่อนภู

“สิ่งแวดล้อมทำให้เราเจ็บป่วยได้จริง และวิธีดูแลที่ได้ผลจริง คือลดการปนเปื้อน ต้องได้รับความร่วมมือจากโรงงานในการหยุดปล่อยมลพิษ ซึ่งบางครั้งเขาไม่ได้ตระหนักว่ากำลังปล่อยมลพิษ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้บังคับไว้ หรือไม่ได้กำกับดูแล เราทำอะไรเขาไม่ได้ ในฐานะแพทย์ คือความหนักใจ”

ดร.พญ.ฉันทนา ผดุงทศ

ร่วมลงชื่อ

ทำไมต้องกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดขึ้น

  1. กรมควบคุมมลพิษมีหน้าที่ทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศทุก 5 ปี และควรมีเป้าหมายและกำหนดเวลาในการปรับปรุงมาตรฐานฝุ่น PM2.5 ให้เข้าสู่ข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกซึ่งกำหนดมาตรฐานเฉลี่ยรายปีไว้ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยสอดคล้องกับหลักการ “ความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง” และ “การลดผลกระทบด้านสขภาพของประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

  2. มาตรฐานฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ใช้มาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว ในขณะที่ผลกระทบสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 กลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุข องค์ความรู้ใหม่ๆ สรุปชัดเจนว่า PM2.5 เป็นฝุ่นพิษที่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ เป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน เป็นฝุ่นอันตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบใดๆ เช่น ปรอท แคดเมียม อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) และการที่องค์การอนามัยโลก(WHO) กำหนดให้ PM 2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ในปี พ.ศ. 2556

  3. องค์การอนามัยโลกระบุว่าไม่มีระดับฝุ่นละอองขั้นต่ำใดใดที่ยอมรับได้ว่าปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัย ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษอากาศใน ปี 2556 ประมาณ 50,000 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท ดังนั้นการควบคุมการปล่อยมลพิษ PM2.5 จึงเป็น การลงทุนที่คุ้มค่า

  4. การบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดกว่าหรือการตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นจะให้ผลประโยชน์ที่มากกว่า การนำมาตรการที่เข้มงวดกว่ามาใช้และเร่งรัดใช้มาตรการให้เร็วขึ้นจะให้ผลประโยชน์ที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา การบังคับใช้ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ปี 2533 (The 1990 Clean Air Act Amendment) มีค่ากลางของอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 30 เท่า แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามมาตรการจะสูงมากถึง 65 พันล้านเหรียญต่อปี แต่ผลประโยชน์ที่ได้สูงกว่าหลายเท่าตัว และประมาณว่ามีมูลค่าสูงถึงเกือบ 2 ล้านล้านเหรียญ หรือในกรณีการเปรียบเทียบต้นทุน-ผลประโยชน์จากการลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเนื่องจากก๊าซโอโซนและฝุ่น PM2.5 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกในปี พ.ศ. 2563 โดยจำลองสถานการณ์ควบคุมมลพิษในประเทศจีนในปี พ.ศ. 2563 แยกเป็น 2 กรณีคือ กรณีเข้มงวดมาก และกรณีเข้มงวดน้อย นักวิจัยพบว่ามาตรการควบคุมมลพิษที่เข้มงวดมากจะให้ผลประโยชน์สูงกว่า โดยมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนระหว่าง 81-222 เท่า และการศึกษาในประเทศไทยพบว่า การกำหนดมาตรฐานรายปีไม่เกิน 12 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตรคาดว่าจะสามารถลดการเสียชีวิตในกลุ่มอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 25 ปีจากผลกระทบระยะยาวของ PM2.5 โดยประมาณ3,263 คน หรือประมาณ 20 % ของการตายในกลุ่มอายุนี้ในกรุงเทพ และคาดว่าจะลดจำนวนการเสียชีวิตจากผลกระทบระยะสั้นของ PM2.5 ได้ 910 คน หรือประมาณ 3% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในกรุงเทพ

ร่วมลงชื่อ